|
|
คนแบบไหน “ไม่ควรเจาะหู“ 4 กลุ่มเสี่ยงปัญหาแทรกซ้อนที่ร้ายแรงกว่าแค่ความสวย
การเจาะหูเป็นแฟชั่นและวิธีการแสดงออกถึงตัวตนที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แต่การเจาะหูถือเป็นการทำให้เกิด “บาดแผล“ เล็กๆ บนร่างกาย ซึ่งมีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนตามมาได้ หากคุณมีภาวะสุขภาพบางอย่าง หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหา การตัดสินใจเจาะหูอาจไม่ใช่ความคิดที่ดี
เพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง ทาสามารถตรวจสอบว่าคนแบบไหนที่ไม่ควรเจาะหู หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้การเจาะหูสวยงามโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ
1. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรังบางชนิด
ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่างที่ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันหรือการแข็งตัวของเลือด ควรหลีกเลี่ยงหรือปรึกษาแพทย์อย่างเคร่งครัดก่อนเจาะหู เพื่อป้องกันการติดเชื้อและปัญหาเลือดออกไม่หยุด โรคเหล่านี้จะส่งผลให้แผลที่เจาะหูหายช้ากว่าปกติและเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
- โรคเบาหวาน: ผู้ป่วยเบาหวานมักมีการไหลเวียนเลือดไม่ดีและระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้แผลหายช้ามาก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อบริเวณที่เจาะจนอาจลุกลามได้ง่าย
- โรคหัวใจและหลอดเลือด: โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด การเจาะหูอาจทำให้เลือดออกมากกว่าปกติและหยุดยาก
- ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง: เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือผู้ที่กำลังรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดี ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงบริเวณแผลที่เจาะ
- โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง: เช่น สะเก็ดเงิน หรือผิวหนังอักเสบบริเวณหู การเจาะหูอาจกระตุ้นให้โรคกำเริบหรือทำให้แผลหายยากยิ่งขึ้น
2. ผู้ที่มีประวัติการเกิด “คีลอยด์“ (Keloid)
คีลอยด์ คือการที่ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อแผลเป็นที่นูนหนาและขยายใหญ่เกินขอบเขตของบาดแผลเดิม แม้จะดูไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็สร้างปัญหาด้านความสวยงาม และอาจใหญ่จนปิดรูเจาะได้ หากคุณเคยมีประวัติการเกิดคีลอยด์ที่บริเวณอื่นของร่างกาย โอกาสที่จะเกิดคีลอยด์หลังการเจาะหูครั้งใหม่จะมีสูงมาก
ข้อควรระวังคือบริเวณกระดูกอ่อน (Cartilage) ของหูเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดคีลอยด์ได้ง่าย ดังนั้น ผู้ที่รู้ตัวว่ามีภาวะนี้ควรหลีกเลี่ยงการเจาะหูโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาในระยะยาว
3. ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางชนิด
การรับประทานยาบางชนิดอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด หรือส่งผลต่อการฟื้นตัวของแผลได้ ทำให้เกิดภาวะเลือดไหลไม่หยุดหรือการติดเชื้อที่รุนแรงกว่าปกติ หากคุณรับประทานยาเหล่านี้อยู่ ควรปรึกษาแพทย์ที่ดูแลคุณก่อน เพื่อพิจารณาความเหมาะสมหรือการปรับยาชั่วคราว
- ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด: เช่น Warfarin หรือ Aspirin อาจทำให้เลือดไหลไม่หยุด หรือเลือดออกมากผิดปกติหลังการเจาะ
- ยาสเตียรอยด์ (Steroids): อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง และทำให้แผลหายช้ากว่าปกติจนเกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อนได้
4. ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์
แม้จะไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์ที่ชัดเจน แต่โดยทั่วไปแพทย์มักจะแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเจาะร่างกายใดๆ ในช่วงตั้งครรภ์ เพราะมีความเสี่ยงและข้อกังวลบางประการที่ควรคำนึงถึงเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และเด็ก
หากเกิดการติดเชื้อขึ้นที่แผล อาจจำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ซึ่งบางชนิดอาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายอาจมีการบวมน้ำ การเจาะในช่วงนี้อาจทำให้อวัยวะที่เจาะ เช่น ติ่งหู บวมกว่าปกติและไม่สบายตัว
ก่อนตัดสินใจเจาะหู ควรเตรียมตัวอย่างไร?
ก่อนที่จะตัดสินใจเจาะหู ควรเช็คสุขภาพและความปลอดภัยของตัวคุณเองเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ควรประเมินตัวเองว่ามีโรคประจำตัวหรือประวัติการเกิดคีลอยด์หรือไม่ และหากมีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเสมอ
นอกจากนี้ ควรเลือกสถานที่เจาะที่ได้มาตรฐาน สะอาด ใช้เครื่องมือที่ผ่านการฆ่าเชื้อ และต้องมั่นใจว่าจะสามารถดูแลรักษาความสะอาดแผลได้อย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แม้การเจาะหูจะช่วยเพิ่มเสน่ห์และบ่งบอกสไตล์เฉพาะตัว แต่ความสวยจะสมบูรณ์แบบได้ ก็ต่อเมื่อมาพร้อมความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี |
|